พาชิมไวน์จากหลายทวีปพร้อมคอมเมนท์จากคอไวน์ตัวจริง @Wine-Now.Asia Tasting Party 2017

สวัสดีค่ะ

ในวันที่ 18 พค ที่ผ่านมานี้ ทาง Foodies Journie ได้รับเชิญจาก WINE-NOW.ASIA ให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานชิมไวน์ ที่ Bangkok Marriott Hotel Sukhumvit ที่มีไวน์จากหลากหลายทวีป ทั้งที่มาจากประเทศต้นแบบอย่างฝรั่งเศส จากแดนใต้อย่างออสเตรเลีย ไปจนถึงไวน์ใหม่ๆ ที่เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมกันอย่างไวน์จากประเทศชิลี

เป็นความโชคดีที่เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ไปกับเราด้วยค่ะ วันนี้เลยจะขอนำเสนอคอมเมนต์เชิงลึกจาก Wine Connoisseur ตัวจริง

เชิญพบกับบทความจาก Guest writer ของเราได้เลยค่า หวังว่าคอไวน์จะได้ enjoy กับความซับซ้อนลุ่มลึกของไวน์ไปตามคำบรรยายของนักเขียนรับเชิญของเรากันค่ะ

*หมายเหตุ* ภาพประกอบไม่ได้ตรงกับคำบรรยายนะคะ

เมื่อวันก่อน ได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดตัวไวน์ใหม่ๆ ที่ทางบริษัทแคลิฟอร์เนียไวน์ จะนำเข้ามาสู่ตลาดไทยให้เราเปิดหูเปิดตาเปิดเพดานปากรับรสรับกลิ่นกันเพิ่มเติม เลยขอมารีวิวเล่าสู่กันฟังเล็กน้อย

ที่เล็กน้อยนี่ไม่ใช่อะไร ความรู้เรื่องนี้เราน้อย ดังนั้นที่เขียนถึงนี่ จะเป็นแค่รสนิยมความชอบของเราเท่านั้นว่าโดนตัวไหน แต่ก็อยากให้ลองนะ

ซึ่งเมื่อพูดถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว สำหรับบ้านเราอาจจะติดขัดในเชิงศีลธรรม เลยทำให้ชาวฟู้ดดี้ซึ่งไม่ได้เน้นจะเมามายหาของอร่อยได้ง่ายๆนัก หรือถึงหาได้ก็ติดภาษีทำให้ราคาไม่เบา
ปัจจุบันสถานการณ์ก็พอกระเตื้องขึ้นบ้าง สังคมให้ความสนใจแอลกอฮอล์ที่เน้นอร่อย มีคราฟต์เบียร์เป็นร้อยฉลาก
มีไวน์ทั้งในและนอกประเทศให้เลือกมาขึ้นในท้องตลาด มีซิงเกิ้ลมอลต์ มีรัมหอมๆ มาให้ลองมากมาย (แต่ยังไงก็ต้องเอาเซฟๆ วันไหนมีแนวโน้มจะได้ดื่มก็อย่าขับรถนะจ๊ะ)


ในปีหน้า บริษัทเขาเห็นว่า ไวน์อเมริกาเขาทำตลาดพร้อมดีแล้ว เลยอยากเปิดไลน์อื่นๆนำเข้าจากโซนอื่นของโลกบ้าง งานนี้จึงมีของดีๆ จากฝรั่งเศส สเปน ออสเตรเลีย และชีลี เพิ่มเข้ามาด้วย ทำให้เราตาโตใจเต้นนำ้ลายไหลเลยทีเดียว เพราะมันสนุกมากที่ได้ลองชิมความหลากหลาย แม้องุ่นจะพันธุ์เดียวกัน หากแต่เมื่อนำไปปลูกต่างเมือง ต่างประเทศ รวมทั้งมีกระบวนการหมักบ่มที่แตกต่างกัน ก็ให้กลิ่นรสที่ชวนประดับใจ

และในความต่างมีความเหมือน และตำแหน่งแห่งที่นี้ก็ช่วยไกด์เราในเรื่องการแมตชิ่งไวน์กะอาหาร
นอกจากคิดผ่านรสชาติว่าต้องตัดกันหรือเสริมกันอย่างไร การใช้ไวน์ของท้องถิ่นนั้นแมตช์กับอาหารของท้องถิ่นนั้นมีโอกาสสูงทีเดียวที่จะเข้ากัน ซึ่งก็เป็นการคัดสรรทางวัฒนธรรมการกินของเมืองนั้นๆด้วย เช่น สเต็กเนื้อจากอาร์เจนติน่าก็จิบไวน์ Melbec
หรือพิซซ่ากับไวน์แดงอิตาลี (ซึ่งมีเป็นร้อยชนิดแต่ที่ชิมมาก็ได้หมด 5555)

 

เข้างานมาเราบินไปฝรั่งเศสก่อนเลย งานนี้มีบริษัท Barton & Guestier (B&G) บริษัทไวน์จากบอร์โดที่จัดขายไวน์มาแล้วกว่า200ปีส่งพนักงานผู้เชี่ยวชาญสุดหล่อจากฝรั่งเศสมาช่วยแนะนำเรา

งานนี้ B&G เอาไวน์ของเขาที่ซื่อชุดว่า Passport Series ซึ่งรวม AOC wine หรือไวน์ที่ผ่านการรับรองของภูมิภาคนั้นๆ จึงถือเป็นมาตรฐานของเมืองนั้นๆ

เรียกได้ว่า บอกว่าไวน์อะไรมาจากไหน คงเชื่อได้ว่ามาจากแหล่งนั้นจริง เป็นตัวแทนที่ดีของย่านนั้นไม่ผิดเพิ้ยน เพราะอะไรย่านไหนถึงสำคัญ

สำหรับกรณีไวน์ฝรั่งเศสและไวน์โลกเก่าอื่นๆเช่น อิตาลี สเปน ผู้ผลิตไวน์ไม่นิยมจะสาธยายพันธุ์องุ่น ถือเป็นภาระของผู้ดื่มที่ต้องหารู้เองว่า ถ้าไวน์ชื่อนี้จะใช้องุ่นอะไร หรือถ้าเราไม่อยากจดจำพันธุ์องุ่นก็จำชื่อกับสไตล์และรสชาติไว้ก็พอ

 

โดยเริ่มจากไวน์ของบริษัทนี้ได้เลยเพราะของเขา AOC ทุกตัว  Passport Seriesเป็นรุ่นของดีราคากำลังคุ้ม ไม่ใช่ระดับ Grand Cru
ที่ต้องปีนกระไดดื่ม ขวดละหมื่นละแสนขนาดนั้น

ไวน์ขาวของ B&G ที่มางานนี้เป็น Muscadet sevre-et-maine กับ Macon-Villages ซึ่งก็หอมสดชื่น ระดับความหอมกำลังดี
ไม่ได้หอมมากเหมือนน้ำหอมฟรุ้งฟริ้งในไวน์โลกใหม่บางตัวที่ชวนสงสัยว่าเกินไปไหม เอ้ะใส่อะไรเพิ่มมา

เราพอจับความต่างได้บ้างตรง Muscadet sevre-et-maine จะหอมไปทาง น้ำผึ้ง พีช acidity สูงกว่า
ให้ความรู้สึกสดชื่นตื่นตัวดี

ส่วน Macon-Villages กลิ่นไปทางทุ่งดอกไม้ รสชาติไปทาง mineral อูมามิดี ขรึมกว่า ซับซ้อนกว่า มีน้ำหนักกว่านิดนึง
คิดว่าไวน์ขาวทั้งสองตัวนี้ จะดื่มชิลล์ๆในปารตี้โดยไม่ต้องจับคู่กับอาหารอะไรก็ได้

หรือจิบกับการอาหารพวกคอกเทล ฟิงเกอร์ฟู้ดก็เหมาะ


ส่วนทางไวน์แดง แน่นอนว่าคนบอรโดก็ต้องไว้ลายอยู่แล้ว wine แดงที่เอามาโชว์ก็คลาสสิกบอรโดมาก กลิ่นเปิดหอมผสมๆ ระหว่าง blackcurrant ไม้โอ้คที่นุ่มๆ แบบวานิลลา cinnamon นิดๆ licorice หน่อยๆ
ดมกลิ่นหอมแล้วเข้าปากก็อร่อยน้ำหนักกำลังดีระดับคลาสสิกไม่ฝาดจนล้น


ตอนชิมนี่หมดปุ้บขอใหม่อีกรอบทันที  เมื่อดูจากฉลากมาจากเขต Medoc
ส่วนอีกขวดหนึ่งมาจาก Graves ซึ่งเป็นเขตย่อยๆ ของบอรโด
โดยส่วนตัวไม่ได้เก่งกาจจนขนาดชิมแล้วแยกแยะไร่ที่ปลูกได้
แต่พอจำได้ว่าเป็นเขตที่ใช้องุ่นพันธุ์ Cabernet Sauvignon เป็นหลัก


แอบถามราคาขายมาทราบว่า ประมาณพันต้นๆ จัดว่าโอเค
ราคานี้ได้ไวน์บอร์โดมาตรฐานแล้ว เรียกได้ว่าเห็นป้าย ไวน์จาก Barton& Guestier ก็คงพอหยิบได้เลยถ้าต้องการเริ่มต้นเรียนรู้ไวน์ฝรั่งเศสในราคาสมเหตุผล แต่จะหวังว่าซับซ้อนเท่าขวดละเจ็ดแปดพันก็เป็นไปไม่ได้


จากนั้นเราก็บินข้ามทวีปมาโต๊ะของจากอเมริกา ก็พบไวน์หลายตัวจากยี่ห้อ Bogle จากแคลิฟอร์เนีย ที่ทางบริษัทเอาเข้าคือ Chandonnay, Chenin Blanc, Merlot, Pinot noir, Cabernet Sauvignon (ไวน์โลกใหม่จะตั้งชื่อตามพันธุ์องุ่น)


โต๊ะนี้ก็เป็นไวน์ระดับเน้นความคุ้มค่าเช่นกัน ตัวที่ชิมแล้วอยากแนะนำหิ้วไปร่วมวงได้ไม่อายใคร คือ Chenin Blanc ของBogle หอมมาก กลิ่นมาทางพีช กีวี มะนาว เปรี้ยวและออกหวานเล็กน้อย สดชื่นแจ่มใส ดื่มเลยเล่นๆหรือทานกับปลา กับสลัดน้ำออกใส หรือของทอดมันๆก็ตัดเลี่ยนได้ดี

และอีกตัว Cabernet Sauvignon ของเจ้านี้ ก็พิมพ์นิยมไวน์แดง หอมไม้โอ้ค เบอรรี่เข้มๆ พลัม (ซึ่งคล้ายน้ำลูกพรุนแต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว กลิ่นดูสดๆกว่า) ความรู้สึกเข้มข้นหนักแน่นขณะดื่มหรือ Full body

ลงมาทางอเมริกาใต้ ไวน์ของชิลีก็โด่งดัง จัดว่าเป็นประเทศกลุ่มโลกใหม่ที่ได้รับการยอมรับในวงการไวน์ไม่ค่อยแพ้โลกเก่า
ได้ของดีในราคาดี ที่ชิมในงานก็พอผ่านทุกตัว
แต่เอาเด็ดสุดเลยสำหรับที่ประทับใจโต๊ะนี้ คือไวน์แดง San Jose Apalta ‘Reserva’ Carbernet

ตัวที่ชิมเป็นปี 2011 (แต่เคยมีคนสอนว่า ไวน์แค่หลักร้อยหลักพันไม่ต้องซีเรียสเรื่องปี) อายุกำลังเก๋


ชิมเข้าไปแล้วมันชัดมาก โอ้คมาเต็ม ผลไม้มาเต็มในแบบที่เรียกว่า fruit-forward

ตัวนี้ก็รู้สึกได้ว่า Full body เช่นกัน แม้กลืนไปแล้วยังมี aftertasteทิ้งความรู้สึกไว้ให้ระลึกถึง

เป็นไวน์แดงที่ได้ทั้งสเต๊กและสตูว์ ได้ทั้งหมูทั้งเนื้อทั้งแกะ
จัดเป็นไวน์แดงเอนกประสงค์

อีกตัวหนึ่งในงานที่เห็นแล้วต้องแวะ
คือ งานนี้มี Freixenet ซึ่งเป็น Sparkling wine จากสเปน
ความน่ารักคือบริษัทมีแผนจะจำหน่ายไซส์พกพา ขวดเล็กๆ ขนาดเทสองแก้ว
ชนๆ จิบๆ กันสองคนได้สบายๆ
เห็นแล้วอยากซื้อติดตู้เย็นไว้สำหรับคืนที่กรึ่มๆ อยากฉลองฟองฟู่เล็กน้อยก็ดี ไม่ต้องดื่มเยอะเท่าขวดใหญ่


ที่จริงงานนี้มีไวน์หลากหลายมาก ทั้งงานสี่สิบกว่าตัว ซึ่งทางผู้จัดจำหน่ายก็เลือกมาดีขั้นหนึ่งแล้ว
ที่เขียนคือเฉพาะตัวที่เราชอบ ส่วนตัวอื่นๆไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ เหลือแต่เรามาลองชิมกันเองซึ่งในระดับราคาหลักร้อยถึงหนึ่งพันต้นๆนี่ลองได้ไม่เจ็บตัว
อาหารในงานก็ช่างคัดสรรได้เข้ากับไวน์ เป็นคืนที่อิ่มท้องอิ่มใจและสบายใจว่าในอนาคตเราจะหาไวน์พอดื่มได้ในระดับราคาที่สมเหตุผลได้ไม่ยากอีกต่อไปในบ้านเรา

สั่งออนไลน์ได้ที่ https://www.wine-now.com/

Comments

comments