เฉลิมฉลองกับอาหารทัสคันแท้ และไวน์ชั้นเลิศ ที่ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ

ทีมงานได้มีโอกาสไปร่วมงาน “Nipozzano Anniversary Journey: The First Chapter” มาเมื่อไม่นานมานี้ ประทับใจอยู่หลายต่อหลายอย่างจนอดไม่ได้ที่จะมาบอกต่อ รีวิวนี้เลยจะพาทุกท่านตามไปทานอาหารอิตาเลียนและดื่มไวน์กันที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ กันค่ะ

งานอีเวนท์ครั้งยิ่งใหญ่นี้นี้จัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 300 ปีพื้นที่ปลูกไวน์เคียนติ รูฟิน่า ในแคว้นทัสคานีค่ะ โดยโรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ จับมือกับ บีบีแอนด์บี และ เฟรสโคบอลดิ เจ้าของไร่ไวน์และผู้ผลิตไวน์ชื่อดังของประเทศอิตาลีมากว่า 700 ปี โดยจัดงานนี้ขึ้นที่ห้องสกายเลานจ์ ชั้น 33 ของโรงแรม

งานวันนี้ได้เชฟเอโดอาร์โด้ จากแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี เชฟประจำห้องอาหารอิตาเลียนลูเช่ มาโชว์ฝีไม้ลายมือปรุงอาหารสไตล์ทัสคันแท้ให้แขกในงานค่ะ

ปกติแล้วเราจะคุ้นเคยกับ Wine Pairing คือ เลือกไวน์ให้เข้ากับอาหารที่สั่งมาทานใช่ไหมคะ แต่สำหรับงานนี้กลับกันค่ะ เชฟเลือกไวน์มาก่อน แล้วจึงสร้างสรรค์เมนูอาหารให้มีรสชาติเข้ากับไวน์แต่ละตัวที่เลือกมา โดยไวน์ที่เสิร์ฟในงานนี้ทั้งหมดเป็นไวน์ของตระกูล เฟรสโคบอลดิ ค่ะ ช่างเป็นมื้อที่พิเศษ และมั่นใจได้เลยค่ะว่าไวน์ของเราจะเป็นพระเอกตัวชูโรงที่ให้คุณได้ดื่มด่ำกันอย่างเต็มปริ่มในวันนี้

เข้ามาในงานก็มีเพลงแจ๊สเล่นให้ฟังสดๆ บรรยากาศดีมากค่ะ

Nipozzano 1 Jazz

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไลน์ขนมปังจัดได้น่าทาน และมีให้เลือกหลายแบบเลยทีเดียว

Nipozzano 2 Bread

 

 

ทีนี้มาดูกันดีกว่าค่ะว่าไวน์ที่เชฟเลือกมา และอาหารฝีมือเชฟชาวทัสคันแท้ๆ จะมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้าง

เทคนิคทำอาหารของเชฟเอโดอาร์โด้นี้ได้รับอิทธิพลมาจากคุณยาย โดยจะคอยสังเกตเวลาที่คุณยายเข้าครัวเตรียมอาหารให้กับครอบครัว เชฟจึงได้เคล็ดลับและสูตรเด็ดของอาหารทัสคันมาจากคุณยายอย่างเต็มเปี่ยมค่ะ

เริ่มด้วยไวน์ Remole Bianco Toscana IGT 2012 ทำจากองุ่นพันธุ์ Vermentino และ Trebbiano รส fruity ดื่มง่าย เหมาะสำหรับดื่มกับ appetizer และเป็น refreshing wine ค่ะ

อาหารที่เชฟทำมาให้ทานคู่กับไวน์ตัวนี้ คือ Prosciutto e Melone – Tuscan Ham D.O.P. hand-sliced, served with sweet cantaloupe melon

Nipozzano 3 Ham

 

 

D.O.P. ที่ต่อท้ายสินค้า เป็น certification ที่แสดงว่าสินค้านั้นผลิตในพื้นที่นั้นโดยเฉพาะค่ะ อย่างแฮมนี้ ผลิตในทัสคานี เนื้อหมูที่ใช้ทำมาจากหมูที่เลี้ยงในทัสคานี วิธีปรุงรสก็ใช้วิธีแบบดั้งเดิมค่ะ เชฟแล่แฮมเป็นแผ่นบาง เสิร์ฟบนเมลอนหอมหวาน

Nipozzano 4 Ham

ทานแล้วสดชื่น เรียกน้ำย่อยได้ดีค่ะ

อีกเมนูคือ Ribollita Toscana – Traditional vegetable soup with Tuscan bread, black cabbage and olive oil

Nipozzano 5 Ribollita Soup

ซุป Ribollita เป็นซุปผักสไตล์ทัสคานี หน้าตาดูธรรมดา แต่พอทานแล้วจะติดใจ อร่อยมากเลยค่ะ มีส่วนผสมของขนมปัง ผัก cavolo nero หรือ black cabbage ซึ่งเป็นผักที่ปลูกได้มากในแคว้นทัสคานี นอกจากนี้ยังมีหัวหอม ขนมปัง และน้ำมันมะกอก รสชาติกลมกล่อม เป็นซุปที่อร่อยที่สุดชามนึงเท่าที่เคยกินมาเลยค่ะ

Nipozzano 6 Ribollita Soup

เดินมาอีกมุมของห้องเจอไวน์ Albizzia Chardonnay Toscana IGT 2012 ไวน์นี้เหมาะสำหรับทานกับอาหารที่เป็น appetizer ค่ะ ไวน์ตัวนี้ออกกลิ่น citrus ทานแล้วสดชื่น

Nipozzano 7 Albizzia

เมนูที่เชฟทำมาทานคู่กับไวน์ตัวนี้ คือ Pacio e Pepe – Pici Pasta tossed with D.O.P. Tuscan sheep cheese and black pepper

Nipozzano 8 Pasta Station

เส้น Pici มีต้นกำเนิดในเมืองเซียน่าของแคว้นทัสคานีค่ะ คล้ายเส้น Spaghetti แต่หนากว่า ทานกับชีสแกะและพริกไทยดำ เข้มข้นดีค่ะ
มีความมันจากชีสและกลิ่นหอมจากพริกไทยดำ เส้นลวกมาแบบ al dente ข้างนอกนุ่มแต่ข้างในยังหนึบอยู่

Nipozzano 9 Pici Pasta

 

ต่อด้วย Polpo Lesso – Boiled octopus served with olive oil, salt, black pepper, parsley and lemon drops

Nipozzano 10 Octopus

เชฟแอบกระซิบว่าปลาหมึกตัวนี้หนักประมาณ 3 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 2,000 บาท มาไกลจากโมรอคโคเลยค่ะ เวลาเสิร์ฟหั่นเป็นชิ้น
ทานคู่กับน้ำมันมะกอก พริกไทยดำ บีบมะนาวเล็กน้อย ทำออกมาดีมาก เนื้อกรุบกรอบ ไม่เหนียวเลยค่ะ ปกติไม่ค่อยชอบทานปลาหมึกเท่าไหร่ แต่เมนูนี้ยอมค่ะ

Nipozzano 11 Octopus

ถัดมาคือไวน์ Remole Rosso Toscana IGT 2013 ไวน์ Remole นี้ทำมาจากองุ่นพันธุ์ Sangiovese และ Cabernet Sauvignon เป็นแบบ medium-bodied เหมาะสำหรับดื่มกับพาสต้าซอสแดง และเนื้อแดง

Nipozzano 12 Remole 2013

เมนูที่เชฟจัดให้ คือ Pappardelle del Cacciatore – Pappardelle pasta tossed with rich game meat sauce เส้น Paooardelle มีลักษณะแบน กว้าง คล้ายกับเส้น Fettucine ค่ะ ทานคู่กับซอสเนื้อ เข้ากันดีมาก

Nipozzano 13 Pappardelle pasta

Borchettas – Slow-roasted traditional pork belly stuffed with pork loin and seasoned with herbs from Tuscan coastline

Nipozzano 15 Pork Belly

Pork belly ทำออกมาได้ดีมาก หนังกรอบ เนื้อนุ่ม หอมกลิ่นสมุนไพรด้วย ทานเพลินเลยค่ะจานนี้

Nipozzano 15-2 Pork Belly

มาถึงไวน์ตัวไฮไลท์ของคืนนี้ คือ Niponzzano Riserva Chianti Rufina DOCG 2009 ทำมาจากองุ่นพันธุ์ Sangiovese 90% ส่วน 10% ที่เหลือทำมาจากพันธุ์อื่นๆ ค่ะ

Nipozzano 16 Nipozzano 2009

สีแดงทับทิมสวยงาม มีกลิ่นเชอร์รี่หอมนำ รสชาติออกหวาน และมีความเผ็ดของเครื่องเทศเล็กน้อย

Nipozzano 17 Nipozzano 2009

เมนูที่เชฟทำให้ทานกับไวน์พิเศษของค่ำคืนนี้ คือ Peposo all’Imprunetina – calf shank stew slow-cooked in red wine sauce with tomato and black pepper

Nipozzano 18 Calf Shank Stew

สตูเนื้อสไตล์ทัสคัน ต้มกับซอสไวน์แดง มะเขือเทศ และพริกไทยดำ เสิร์ฟคู่กับ corn bread รสชาติกลมกล่อมมากค่ะ

อีกเมนู คือ Bistecca alla Fiorentina – 2-inch-thick T-bone steak, charcoal grilled to perfection

Nipozzano 19 Steak

เมื่อนึกถึงอาหารอิตาเลียน เราจะไม่ค่อยได้เห็นอาหารประเภทสเต็กเท่าไรนัก แต่จริงๆ แล้ว Steak Florentine นี้ถือเป็นพระเอกของอาหารทัสคันก็ว่าได้ การที่จะทำสเต็กให้อร่อย คุณภาพของเนื้อเป็นสิ่งสำคัญ สเต็กประเภทนี้ใช้เนื้อวัว Chianina ที่เลี้ยงในเมือง Chiana ในแคว้นทัสคานีค่ะ สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ เนื่องจากต้องใช้เวลาย่างค่อนข้างนาน จึงต้องหั่นเนื้อหนา 1-2 นิ้ว หรืออาจจะหนาถึง 3 นิ้วเพื่อให้เนื้อด้านนอกกรอบ ในขณะที่ด้านในยังดิบอยู่ค่ะ

Nipozzano 20 Steak

ดูด้วยตาก็น่าทานมากแล้ว พอทานเข้าไปคำแรกต้องร้องว้าวเลยค่ะ ด้านนอกกรอบและหอมกลิ่น charcoal มาก เนื้อข้างในก็ยัง rare อยู่ ทำออกมาได้เยี่ยมจริงๆ ค่ะ

Nipozzano 21 Steak

ปิดท้ายมื้อนี้ด้วยขนมหวานอย่าง Chocolate Mousse และ Lemon Mousse ทำออกมาได้หวานพอดี มูสช็อกโกแลตเข้มข้น ส่วนมูสมะนาวมีกลิ่นหอมและรสขมจากเปลือกมะนาวด้วย ชอบมากเลยค่ะ

Nipozzano 22 Desserts

โดยรวมแล้วประทับใจกับงานในค่ำคืนนี้มากค่ะ วัตถุดิบที่เชฟเลือกมาเป็นวัตถุดิบที่คุณภาพดี ประกอบกับฝีมือการปรุงอาหารสไตล์
ทัสคันแท้ๆ เชฟสามารถดึงรสชาติจากวัตถุดิบแต่ละอย่างออกมาได้ดี ทำให้อาหารแต่ละอย่างมีรสชาติอร่อย เมื่อทานคู่กับไวน์ที่เลือกมาด้วยแล้วก็ยิ่งอร่อยขึ้นไปอีก

พอได้ไปร่วมงานนี้ก็ติดใจอาหารฝีมือเชฟเอโดอาร์โด้เข้าซะแล้ว ไว้ทีมงานจะกลับไปทานอาหารอิตาเลียนที่ห้องอาหารลูเช่ที่โรงแรม
อีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ แล้วจะมารีวิวให้ดูกันค่ะ หากใครรอไม่ไหวจะหนีไปทานเองก่อนก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ

Comments

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *