จิบเบียร์เชียร์บอลและเพลิดเพลินกับอาหารฟิวชันหลากรส @ Brick Bistro, Asiatique

สวัสดีค่ะ

วันนี้เราพาไปไกลถึงเอเชียทีคเลยค่ะ นอกจากจะได้นั่งเรือกินลมชมทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยามาระหว่างทางแล้ว ต้องมีของดีอะไรน้า ที่ทำให้เราต้องดั้นด้นมาไกลถึงนี่ เราจะพาไปชมคำตอบค่ะ

Brick FB Cover Photo

ร้านที่จะมาแนะนำในวันนี้คือ Brick Bistro ค่ะ

ที่ตั้งของร้านคือใจกลางของเอเชียทีคหาง่ายเพราะมีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าร้านกันเลย

Brick 01 front

เข้ามาในร้านแล้วก็ต้องแปลกใจกับความใหญ่โตกว้างขวางของที่นี่ค่ะ

Brick 03 Ambience

ด้านบนนั้นโปร่งสบายตา และมีเกมให้เล่นมากมายรวมถึงบอร์ดเกมชนิดต่างๆ อีกทั้งมีทีวีจอใหญ่อยู่หลายตัวเพื่อให้ลูกค้ามาใช้เป็นที่ดูกีฬาสังสรรค์กันได้ระหว่างนัดสำคัญต่างๆ ที่แฟนบอลและแฟนกีฬาตัวยงมักไม่พลาด

Brick 04 Ambience

Brick Bistro มีสองชั้น ชั้นล่างจะมีดนตรีสดมาเล่นทุกๆ วัน ตั้งแต่ 18.30น เป็นต้นไป ถ้านั่งที่บาร์ก็จะอยู่ไม่ไกลนักจากส่วนที่ใช้เป็นเวที ได้ยินชัดเจนแน่นอนค่ะ

Brick 02 Bar

นอกจากการเป็นที่สังสรรค์ยามดูกีฬาแล้ว ทางร้านเองก็มักจัดงานสนุกๆ ตามเทศกาลให้คุณได้มาสนุกสนานกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ วาเลนไทน์ ลอยกระทง ยังไงก็อย่าลืมติดตามจากทางเพจของร้านกันดูค่ะ

ด้วยความที่ด้านบนมีความเป็นส่วนตัวสูงและพื้นที่กว้าง ทางร้านเองก็ยินดีให้ปิดโซนใช้สำหรับงานจัดเลี้ยงในรูปแบบต่างๆ ทางร้านช่วยจัดงานมาเยอะและมีความเชี่ยวชาญในการออแกไนซ์ ดังนั้นใครที่จะจัดธีมปารตี้ ที่นี่ก็ช่วยเป็นลูกมือช่วยจัดช่วยดูแลให้ได้เต็มที่ค่ะ

Brick 05 Ambience

เมื่อถามว่าจุดเด่นของร้าน Brick Bistro คืออะไร ใครๆ ก็มักจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเด่นที่ “เบียร์”

เพราะที่นี่มีเบียร์ถึงร้อยกว่าชนิด มาจากหลายประเทศทั่วโลก เรียกว่าเยอะที่สุดในเอเชียทีคและสูสีกับอีกหลายร้านดังกลางกรุง

เบียร์สดที่นี่ก็โดดเด่น เพราะมีถึงสิบชนิดด้วยกัน วันนี้เราได้ชิมกันถึงเก้าแบบด้วยกัน คือ

Brewdog Punk IPA รสนุ่มจาก Scotland (5.6%)

Guinness เบียร์ดำในกลุ่ม Stout จาก Ireland (4.2%)

Hoegaarden Rosee ที่ได้สีสวยและกลิ่นหอมมาของราสเบอร์รี่ จาก Belgium (3%)

Hoegaarden original กลิ่นเปลือกส้มที่นิยมกันมาก (4.9%)

Paulaner ที่ออกกลิ่นกล้วยสุกจาก Germany (5.5%)

Leffe Blonde ที่แม้จะหวานทานง่ายแต่ก็แรงด้วยแอลกอฮอล์ถึง 6.6%

Stella Artois ที่เป็น Lager แบบ premium ที่หลายๆ คนคุ้นเคยจาก Belgium (5.2%)

Heineken เป็น Lager ชื่อดังที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับ 1 จาก Holland (5%)

และตัวสุดท้ายเมดอินไทยแลนด์คือเบียร์ช้าง CHANG (5%)

Brick 07 Beer

ส่วนสาวๆ ที่อยากนั่งจิบค็อกเทลสีสวยๆ ที่นี่ก็มี

No. 5 ที่ส่วนผสมหลักเป็น Cherry Liqueur, Rum, Grenadine

ช้างไทย สีฟ้า ที่ผสมด้วย Blue curacao,  Malibu และ สับปะรด

และ แม่โขงสกาย ที่แน่นอนว่าต้องมีแม่โขง ตามมาด้วย Cherry Liqueur, Grenadine, สับปะรด น้ำส้ม และ มะนาว

Brick 06 Cocktails

พูดถึงเครื่องดื่มไปแล้วก็ต้องมาดูอาหารกันบ้าง

แวะมาครั้งนี้เราโชคดีที่มีโอกาสได้พูดคุยกับเชฟสมชาติ ประยูรพิทักษ์ หรือเชฟโจ๊กสุดยอดมันสมองเบื้องหลังเมนูฟิวชันของที่นี่

เชฟโจ๊กเล่าว่าคุณพอ่ทำร้านอาหาร เลยได้มีโอกาสเข้าครัวฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเด็กแถมตนเองมีคุณอาเป็นถึงเชฟที่ Dream Hotel ประเทศดูไบจึงได้เรียนรู้การทำอาหารไม่เฉพาะอาหารไทยแต่เข้าถึงสไตล์ของอาหารต่างชาติด้วย เชฟโจ๊กพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความที่เป็นคนชอบทดลองเลยมีไอเดียใหม่ๆ แนวผสมผสานมาลองทำเมนูแปลกๆ ชิมเองอยู่เสมอ มากไปกว่านั้นเชฟโจ๊กก็เคยได้ไปเรียนรู้จากเชฟชุมพลเชฟกระทะเหล็กประเทศไทยด้วย

ผ่านการฝึกฝนเรียนรู้และเคี่ยวกรำจนโชกโชนมาขนาดนี้ เชฟโจ๊กได้ทุ่มเทเอาความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีใส่ลงไปในเมนูของ Brick Bistro

ที่นี่จึงไม่ได้เป็นแค่ร้านเบียร์ที่ขายกับแกล้มธรรมดาๆ แต่เป็นร้านที่ใส่ใจกับตัวอาหารบนเมนูอย่างยิ่งยวด

และแม้หลายๆ เมนูจะออกแบบมาเพื่อให้ทานคู่กับเบียร์ได้อย่างเอร็ดอร่อยแต่ก็ไม่ลืมที่จะใส่ลูกเล่นให้แตกต่างไม่เหมือนใคร

อย่างเมนู Seared tuna & salted egg salsa (265B) ของที่นี่ก็มาแบบคาดไม่ถึง

ซอสเขียวข้างๆ ที่ตอนแรกนึกว่าเป็นอะโวคาโด กลับกลายเป็นซอสมายองเนสย้ำจิ้มซีฟู้ดเผ็ดแซ่บแบบไทยที่เชฟเล่าว่าได้แรงบันดาลใจมาจากแนวๆ wasabi mayo แม้เนื้อจะนวลเนียนแต่กลิ่นและรสชาติของกะเทียมพริกน้ำปลามะนาวรากผักชีมาเต็ม

ตัว Salsa เองก็มีกลเม็ดเด็ดพราย ตั้งแต่การใช้ผักชีไทย หอมแดง มะเขือเทศ คลุกเคล้ากับไข่เค็ม! เพื่อให้ได้รสเผ็ดเปรี้ยวเค็ม แต่ยังได้รสสัมผัสแบบ Salsa เพราะเชฟไม่ลืมที่จะปอกเปลือกและลวกมะเขือเทศไว้อย่างดี

ส่วนทูนานั้นจี่มาให้สุกนอกดิบใน เมื่อได้ความนุ่มของเนื้อทูน่าและรสชาติรสสัมผัสของเครื่องเคียงอย่าง Salsa และซอสก็ทำให้จานนี้เปี่ยมไปด้วยความพิเศษสุดสร้างสรรค์

Brick 10 Tuna

ถัดมาเป็น Som tum with crab cake (245B)  

ถึงเมนูส้มตำทอดมันปูฟังดูธรรมดา แต่เชฟก็ยังสามารถทำให้เราปลาบปลื้มกับตัวทอดมันปูของเชฟที่ใช้เนื้อปูเน้นๆแบบไม่หวงของมาตีกับโยเกิร์ตจนนวล ผสมพริกชี้ฟ้า รากผักชี กระเทียม ไข่ขาว ก่อนจะนำไปชุบไข่ แตะเกล็ดขนมฟัง แล้วทอดอีกที จนออกมาเป็นทอดมันปูรสเด็ดที่คุณจะไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน ทานทอดมันปูกรอบๆ เคียงคู่ไปกับส้มตำ แทนปูนิ่มที่หลายๆ คนชอบทานกัน ก็ออกมาเป็นจานที่กลมกลืนสุดๆ

Brick 08 Somtum

ต่อมาด้วย Choo-chee tiger prawn (450B) แม้เมนูฉู่ฉี่กุ้งจะฟังดูธรรมดาอีกเช่นเคย แต่เชฟก็ยกระดับจานนี้จากฉู่ฉี่ธรรมดาด้วยการกรองกากเครื่องแกงออกทั้งหมดจนได้เป็นครีมซอสเนื้อนวลอัดแน่นไปด้วยรสจัดจ้านของเครื่องแกงแบบไทย มากับกุ้งลายเสือตัวโตเนื้อแน่นที่ย่างมาอย่างพอดิบพอดี เปลี่ยนจากถั่วฝักยาวเป็นถั่วพลู แถมเชฟยังโรยใบโหระพาทอดกรอบเพื่อรสสัมผัสที่ตัดกัน เรียกได้ว่าเป็นจานที่ครบเครื่องครบครันคนไทยกินได้ฝรั่งกินดี ไม่มีสมุนไพรมากมายที่ไม่แน่ใจว่าอันไหนกินได้กินไม่ได้มากวนใจ

Brick 09 Shrimp

จากอาหารไทย เราข้ามมาชิมเมนูอาหารฝรั่งกันบ้าง

Mushroom Cappuccino (190B) ซุปเห็ดของที่นี่ใช้เห็ดหอมมาปั่นกับ whipping cream หยด truffle oil จนกลิ่นหอม เนื้อจะเข้มข้นไม่เหลวหรือออกครีมๆเกินไปถูกใจมากๆ เสิร์ฟคู่กับขนมปังกระเทียมที่อบมาได้กรอบและหอมเนยที่ใส่มาจนชุ่ม

Brick 11 Mushroom soup

จากนั้นก็ต่อด้วย Spaghetti pesto sauce with grilled salmon (350B) 

จานนี้ใช้โหระพามาต้มจนสุกก่อนปั่น แซลมอนชิ้นโตที่เห็นก็หมักไวน์ขาวเกลือพริกไทยดำมาจนได้รสซึบซาบ และเปลี่ยนมาใช้มะม่วงหิมพานต์ที่คนไทยคุ้นเคยมาแทน pine nut ข่าวว่าจานนี้สาวๆ ชอบสั่งทานกัน

Brick 13 Salmon pesto

อีกจานลูกผสมก็เป็น  Crab cream cheese spring roll (190B)

ตัวครีมชีสถูกผสมกับปูและต้นหอมจนเนียนก่อนห่อแป้งปอเปี๊ยะแล้วนำไปทอดจนกรอบ

ปอเปี๊ยะกรอบๆ ที่กัดไปเป็นไส้ชีสเต็มคำก็ว่าเจ๋งแล้ว แต่ทีเด็ดจานนี้กลับอยู่ที่น้ำจิ้ม ที่เชฟใช้ตะไคร้ที่ทุบจนกลิ่นออกไปผัดน้ำมัน ผสมกับน้ำจิ้มไก่ ก่อนจะกรองตัวพริกออก ได้มาเป็นน้าจิ้มกลิ่นหอมรสแปลกใหม่ที่เข้ากันได้กับของทอดเป็นอย่างดี

Brick 12 Cheese Stick

และแล้วเราก็มาถึงอีกจานเด็ดที่มาแล้วควรต้องสั่ง นั่นคือ Pork knuckle (470B) ขาหมูเยอรมันชิ้นโต

ขาหมูที่นี่ทำมากรอบมาก เนื้อนุ่ม ที่เห็นออกสีชมพูเล็กน้อยนั้นไม่ต้องตกใจว่าไม่สุก แต่เป็นการดองเกลือน้ำส้มสูตรพิเศษของเชฟ ที่ทำให้เนื้อออกรสชาติและรสสัมผัสคล้ายๆ แฮม

เครื่องเคียงก็จะมี sauerkraut ที่ทำจากกะหล่ำที่ดองเกลือและน้ำส้มทิ้งไว้ข้ามคืนก่อนที่จะใส่กับ red vinegar และ bay leave ปรุงรสอีกทีด้วยเกลือและพริกไทยดำ หลายๆ คนที่ไม่ชอบ sauerkraut เพราะเกรงว่าจะออกเปรี้ยวมากไป ที่นี่สบายใจได้เพราะเชฟกะมาพอดีๆ ไม่มากไม่น้อย ทานเพลิน

ส่วนน้ำจิ้มให้มาทั้งมัสตาร์ด น้ำจิ้มไก่ ซีอิ๊วดำ และ ซอสศรีราชา

Brick 14 Pork 1

จานนี้ถ้าใครไม่อยากออกแรงหั่น ทางร้านยกไปหั่นเป็นชิ้นๆ ให้ได้ ทานง่ายขึ้นมากทีเดียว

Brick 15 Pork 2

อิ่มขนาดนี้แต่ทางร้านก็ยังมีของดีออกมาให้ปิดท้าย

Coconut creme brulee (150B) เครมบรูเลมะพร้าวอ่อนของที่นี่ก็เป็นอีกเมนูสุดฮิต ที่ทำออกมาได้ลงตัวเหลือเชื่อ

ตัวเครมบรูเลเองทำจากน้ำกะทิ มีเนื้อมะพร้าวแทรกอยู่ข้างใน เป็นขนมหวานที่หอมมะพร้าวมากๆ คิดว่าคนชอบขนมหวานคงติดใจและชาวต่างชาติเองก็คงประทับใจกับจานนี้ที่นำมะพร้าวอ่อนของดีของไทยมาใช้กับขนมดังสูตรฝรั่งเศสอย่างลงตัว

Brick 16 Creme brulee

โดยรวมแล้ว ร้านนี้อร่อยและสร้างสรรค์กว่าที่คิด หลายๆ เมนูที่อ่านชื่อดูธรรมดาก็ทำออกมาอย่างพิถีพิถัน ผ่านกระบวนการคิดซับซ้อนสร้างสรรค์จนทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้เรื่อยๆ ราคาเองก็สมเหตุสมผล ทานกันสบาย แถมบรรยากาศก็ดีไม่ว่าจะมาจิบเบียร์ฟังดนตรีชิลๆ หรือระทึกไปกับการเชียร์กีฬาสุดมันส์ ใครที่มาแถวเอเชียทีคแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้แวะเข้าไปลองกันค่ะ

 

 

Comments

comments